|
รัฐบาลอิมามมะฮฺดียฺ (อ.)
บั้นปลายสุดท้ายประชาโลกจะได้เห็นรัฐบาลที่ดำรงความยุติธรรม และความสัจจริงบนโลกจะไม่หลงเหลือการกดขี่แม้แต่น้อย ประชาโลกจะไม่มีการกดขี่กันและกันอีกต่อไป โลกจะคงเหลือเฉพาะรัฐบาลซึ่งเป็นแหล่งเปิดเผยคุณลักษณะที่สง่างามของพระเจ้าแห่งสากลโลก
หลังจากเมฆได้ล่องลอยเลือนหายไป พระอาทิตย์ที่ไม่เคยอัสดงได้เปล่งแสงแดงจ้าออกมา สร้างความสว่างไสวแก่สายตาของบรรดาผู้รอคอยทั้งหลายทั่วทั้งพื้นทราย และทุ่งหญ้า
แน่นอน หลังจากได้ต่อสู้กับอธรรมและความชั่วร้ายทั้งหลายจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของการจัดตั้งรัฐบาลที่เพียบพร้อมด้วยความยุติธรรม ความอธรรมทั้งหลายจะถูกพิพากษา ความยุติธรรมจะขึ้นมาแทนที่ เพื่อให้ทุกคนและทุกสรรพสิ่งกลับไปสู่สถานที่ดั้งเดิมของตน หุ้นส่วนและปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เป็นสิทธิของแต่ละคนจะถูกส่งกลับเจ้าของด้วยความยุติธรรม บั้นสุดท้ายประชาโลกจะได้เห็นรัฐบาลที่ดำรงความยุติธรรม และความสัจจริงบนโลกจะไม่หลงเหลือการกดขี่แม้แต่น้อย ประชาโลกจะไม่มีการกดขี่กันและกันอีกต่อไป โลกจะคงเหลือเฉพาะรัฐบาลซึ่งเป็นแหล่งเปิดเผยคุณลักษณะที่สง่างามของพระเจ้าแห่งสากลโลก ประชาชาติจะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข สิ่งที่พวกเขาเคยลืมเลือนจะถูกนำกลับมาอีกครั้ง
ในส่วนนี้จะขออธิบายประเด็นหลัก 4 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
1. เป้าหมายรัฐบาลโลกของอิมามมะฮฺดีย์ (อ.)
2. นโยบายต่าง ๆ รัฐบาลของอิมาม (อ.) ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
3. หลักฐานและข้อพิสูจน์ต่าง ๆ ของรัฐบาลแห่งพระเจ้า
4. คุณลักษณะพิเศษของรัฐบาลอิมามมะฮฺดีย์ (อ.)
เป้าหมายรัฐบาลโลกของอิมามมะฮฺดีย์ (อ.)
เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายในการสร้างโลกและมนุษย์ จะเห็นว่าเป็นสังคมที่มีความใหญ่โตมาก ความสมบูรณ์และความใกล้ชิดของมนุษย์ไม่ว่าจะมีมากเทาใด ทั้งหมดย้อนกลับไปหาแหล่งที่เป็นความสมบูรณ์มาดั้งเดิมนั้นคือ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ดังนั้น เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการกลับไปยังแหล่งที่มาดั้งเดิม จำเป็นต้องอาศัยสื่อและเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลของอิมามมะฮฺดีย์ (อ.) มีหน้าที่สร้างสื่อเหล่านั้นเพื่อความใกล้ชิดยังพระเจ้า ขณะเดียวกันต้องขจัดอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ที่มาขวางกั้นแนวทาง
แน่นอน โครงสร้างของมนุษย์ทุกคนมี 2 ลักษณะกล่าวคือ สังขารและจิตวิญญาณ ความต้องการของมนุษย์จึงแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่ความต้องการด้านวัตถุและจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ เพื่อไปให้ถึงยังความสมบูรณ์จำเป็นต้องขับเคลื่อนทั้งสองด้านไปพร้อม ๆ กันด้วยความระมัดระวัง ความยุติธรรมซึ่งถือว่าเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลมะฮฺดีย์ (อ.) คือหลักประกันความมั่นคงและการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ของมนุษย์ทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ
การพัฒนาด้านจิตใจ
สำหรับการพัฒนาไปให้ถึงยังเป้าหมายที่สูงส่งตามที่กล่าวมาข้างต้น จำเป็นต้องพิจารณาวิถีชีวิตมนุษย์ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ในยุคการปกครองที่กดขี่
วิถีชีวิตมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาจะเห็นว่า ห่างไกลจากการปกครองของผู้เป็นข้อพิสูจน์ของพระเจ้า ห่างไกลจากศีลธรรมและคุณธรรมซึ่งเป็นสิ่งมีคุณค่าสูงส่ง มนุษย์หลงผิดและหลงทางออกไปจากสัจธรรม เป็นผู้หล้าหลังเรื่องจริยธรรม ขณะที่มนุษย์ก้าวเดินไปตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนไปสู่แนวทางของซาตานมารร้าย ขณะที่ทุกคนต่างลืมคุณธรรมความดีงามแห่งชีวิตการเป็นอยู่ พวกเขาได้ฝังคุณธรรมไว้ภายใต้กิเลสและอารมณ์ใฝ่ต่ำด้วยมือของตนเอง มนุษย์ได้ขายความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความซื่อสัตย์ การดำรงความถูกต้อง การช่วยเหลือเกื้อกูล การอภัย การเสียสละ และความปรารถนาในการสร้างความดีงาม และศีลธรรมจรรยาบันที่ดี ให้กับกิเลส การบูชาอารมณ์เป็นพระเจ้า ความมุสา การใช้เล่ห์เหลี่ยม การหลงอัตตาตัวตน การหักหลัง การก่ออาชญากรรม ความเห็นแก่ตัว และการไร้ศีลธรรม ตามความเป็นจริงคุณค่าแห่งศีลธรรมในตัวมนุษย์จะผู้สังหารจิตใฝ่ต่ำทั้งหลาย ดังที่จะเห็นได้ว่ามนุษย์บางคนไม่มีจิตใฝ่ต่ำหลงเหลืออยู่ในตัวอีกเลย
รัฐบาลมะฮฺดีย์ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้า ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อชี้นำมนุษย์ไปสู่แนวทางสร้างสรรค์และขัดเกลาตนเอง และพยายามชุบชีวิตที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อมนุษย์จะได้สัมผัสชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง อันเป็นชีวิตที่แม้แต่มวลมะลาอิกะฮฺทั้งหลายยังตัองกราบกราน และเป็นการย้ำเตือนให้รำัลึกถึงพันธะสัญญาตั้งแต่แรกเริ่มที่ได้สัญญาว่า มนุษย์จะพัฒนาตนเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ เป็นสถานที่ซัจญ์ดะฮฺของมวลมลาอิกะฮฺ และชื่นชมเฉพาะกลิ่นไอแห่งความดีงาม อัล-กุรอานกล่าวว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اسْتَجِيبُواْ لِلّهِ وَلِلرَّسُولِ إِذَادَعَاكُم لِمَا يُحْيِيكُمْ
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงตอบรับอัลลอฮฺ และศาสนทูต เมื่อเขาได้เชิญชวนสูเจ้าสู่สิ่งที่ทำให้สูเจ้ามีชีวิตชีวา[1]
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตด้านใน (จิตวิญญาณ) ซึ่งถือว่าเป็นความพิเศษของมวลมนุษย์ เป็นส่วนที่มีความลุ่มลึก และเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างมนุษย์ และเนื่องจากชีวิตที่แท้จริงนั่นเองมนุษย์จึงถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์ และชีวิตนั้นเป็นชีิวิตที่พระเจ้าทรงปรารถนา และทรงอนุญาตให้ใกล้ชิดกับพระองค์
จากสิ่งที่กล่าวมาในยุคสมัยที่ผู้ปกครองคือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า ชีวิตในส่วนนี้จึงถูกพัฒนาไปสู่การมีคุณค่าที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่บนโลก คุณค่าในทุกแง่มุมของชีวิตจึงถูกเร่งเร้าไปสู่ความสมบูรณ์ ความสงบ ความเป็นมิตรสหาย ความเสียสละ ซื่อสัตย์ ความถูกต้อง ความสัจจริง และทุกสิ่งที่ถูกกล่าวเรียกว่าเป็นความดีงาม
แน่นอน การไปถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ และจุดที่เป็นความบรรเจิดจำเป็นต้องอาศัยโครงการและแบบแผนทีครอบคลุม และมีความประณีตอย่างยิ่ง
ความยุติธรรมอันไพศาล
บาดแผลอันฉกาจฉกรรจ์ของสังคมมนุษย์ตลอดหน้าประวัติศาสตร์หลายศตวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย ผู้คนบางกลุ่มถูกกีดกันไม่ให้ได้รับสิทธิอันชอบธรรมของตน และสิทธิอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่เคยปรากฏสักครั้งหนึ่งว่าความเมตตาอันเป็นวัตถุปัจจัยถูกจัดสรรปันส่วนด้วยความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้จะถูกกีดกันไว้เพื่อปากท้องของตนกลุ่มชนที่กดขี่อิ่มหนำสำราญ สรรหาความสุขบนความทุกข์ยากของคนอื่น ส่วนกลุ่มชนที่อ่อนแอต้องอดทนต่อความหิวกระหายและเผชิญชะตากรรมอย่างน่าอนาถใจยิ่ง ซึ่งทุกคนได้เห็นภาพบาดใจดังกล่าวอยู่ทั่วทุกมุมโลก ปราสาทราชวังที่ใหญ่โตมโหฬารอันหาค่าไม่ได้ ผู้คนยากจนนอนเกลื่อนกาดตามท้องถนน ใต้สะพานลอย และสวนสาธารณะ มหาอำนาจพยายามแสวงหาอำนาจในทางที่ผิด ขณะที่คนยากจนทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ชนผิวขาวดูถูกเหยียดหยาม กดขี่ และเข่นฆ่าชนผิวสีดำเหมือนกับว่าชนพวกนี้ ไม่ใช่คนเหมือนกับพวกเขา ชนพวกนี้มีความผิดแค่เกิดมาผิวสีดำเท่านั้น อีกนัยหนึ่งสามารถกล่าวได้ว่าสิทธิของผู้อ่อนแอ ผู้ไร้ความสามารถ ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่อยู่ในโลกที่กำลังพัฒนาทุกแห่งบนโลกนี้ ต่างถูกลิดรอนและถูกรังแก ธรรมชาติของมนุษย์ที่อ่อนแอจึงมีความหวังว่า สักวันหนึ่งพวกเขาคงได้สัมผัสกับความยุติธรรม ความเสมอภาค และภาดรภาพทางสังคม พวกเขาคงจะได้สัมผัสกับการปกครองที่ยุติธรรม พวกเขาจึงรอคอยผู้รังสรรค์โลก เพื่อปลดปล่อยและชี้นำทางพวกเขาให้รอดพ้นจากความอยุติธรรมทั้งหลาย
บั้นปลายสุดท้ายของการรอคอยคือ การได้สัมผัสกับรัฐบาลของอิมามมะฮฺดีย์ (อ.) ในฐานะของผู้ปกครองที่มีความยุติธรรมที่สุดบนพื้นพิภพนี้ อิมามจะแผ่ขยายความยุติธรรมไปจนทั่วทุกมุมโลก แผ่นดินทุกตารางนิ้วจะได้รับการฟื้นฟูให้มีชีวิตชีวา เกี่ยวกับประเด็นนี้มีรายงานจำนวนมากมายจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) กล่าวยืนยันเอาไว้ เช่น
ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กล่าวว่า มาตรว่าโลกจะมีอายุเหลือแค่วันเดียวพระเจ้าจะทรงทำให้วันนั้นยาวนานออกไป จนกระทั้งมีบุตรหลานคนหนึ่งของเรายืนหยัดขึ้น เขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม หลังจากที่โลกเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งฉันได้ยินท่านศาสนทูตกล่าวเช่นนี้[2]
ยังมีรายงานอีกเป็นจำนวนมากมายที่กล่าวถึงความยุติธรรม และการขุดรากถอนโคนความอยุติธรรมบนโลกนี้ โดยรัฐบาลของมะฮฺดีย์ (อ.) ผู้ถูกให้สัญญาว่าเป็นรัฐบาลสุดท้ายบนโลกนี้
สิ่งที่สมควรต้องรู้จักคือ ความยุติธรรมและการพิพากษาเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับรัฐบาลของอิมามมะฮฺดีย์ (อ.) ดังจะเห็นได้จากคำพรรณนาของดุอาอ์บางบทที่กล่าวว่า
اَللَّهُمَّ وَ صَلِّ عَلَى وَ لِيٍّ اَمْرِكَ الْقَائِمِ المُؤَمَّلِ وَ العَدْلِ الْمُنْتَظَرِ
โอ้ั อัลลอฮฺ โปรดประสาทพรแด่ผู้ที่ปกครองตามพระบัญชาของพระองค์ ผู้ยืนหยัด ผู้เป็นความหวัง ผู้ยุติธรรม และผู้ถูกรอคอย[3]
แน่นอน อิมามคือผู้เชิดชูความยุติธรรมเป็นเป้าหมาย การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของท่าน เนื่องจากความยุติธรรมคือพื้นฐานหลักในการสร้างชีวิตที่แท้จริงของสังคมและปัจเจกบุคคล ถ้าแผ่นดินและประชาโลกปราศจากความยุติธรรมก็มิได้ต่างอันใดไปจากซากศพที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
อิมามมูซากาซิม (อ.) กล่าวอธิบายโองการที่กล่าวว่า
اعْلَمُوا أَنَّ اللَّهَ يُحْيِي الْأَرْضَ بَعْدَ مَوْتِهَا قَدْ بَيَّنَّا لَكُمُالْآيَاتِ لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ
พึงทราบเถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาหลังจากได้แห้งแล้ง แน่นอน เราได้สาธยายโองการต่าง ๆ แก่สูเจ้าแล้ว เพื่อสูเจ้าจะได้ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ[4]
อิมาม (อ.) กล่าวว่า โองการมิได้หมายความว่าพระองค์ทรงหลังนำฝนลงมาชุบเลี้ยงพืั้นดินให้มีชีวิตชีวา ทว่าพระองค์ทรงประทานให้บรรดาผู้ชายยืนหยัดขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูความยุติธรรม ฉะนั้น เนื่องจากความยุติธรรมได้ทำลายความอธรรมจนหมดสิ้น แผ่นดินจึงมีชีวิตชีวาขึ้นมา
การที่โองการกล่าวว่า เพื่อให้แผ่นดินมีชีวิตชีวา หมายถึงว่า ความยุติธรรมของมะฮฺดีย์ (อ.) เป็นความยุติธรรมที่จะขจรขจายไปทั่วโลกและทุกตารางนิ้วของพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับสังคมใดสังคมหนึ่ง หรือเฉพาะบางคนเท่านั้น
บางรายงานอธิบายโองการว่าหมายถึงยุคของอิมามมะฮฺดีย์ (อ.) ซึ่งคำพูดของอิมามที่กล่าวว่า บรรดาผู้ชาย หมายถึงอิมามมะฮฺดีย์ และมวลมิตรของท่าน[5]
--------------------------------------------------------------------------------
[1] อัล-กุรอาน บทอัลอันฟาล โองการที่ 24
[2] กะมาลุดดีน เล่มที่ 1 หมวดที่ 30 ฮะดีซที่ 4 และ 584
[3] มะฟาตีฮุลญันนาน ดุอาอ์ ฟิฟติตาฮฺ
[4] อัล-กุรอาน บทอัลฮะดีด โองการที 17
[5] ตัฟซีร อัลบุรอาน เล่มที่ 7 หน้าที่ 446
[
ShowCounter: 137]
 |